ตาของมนุษย์ เป็นตาเลนส์เดี่ยว (camera eyes) เป็นตาที่มีโครงสร้างซับซ้อนภายในประกอบด้วยเลนส์ที่ทำหน้าที่คล้ายกล้องถ่ายภาพ
ตาเป็นอวัยวะรับความรู้ที่มีเซลล์รับความรู้สึกประเภท Electromagnetic receptor รับแสงซึ่งเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งมีความถี่ของคลื่นหลายช่วง ในตาของสัตว์แต่ละชนิดจะมี receptor ที่มีความสามารถในการรับคลื่นแสงในช่วงความถี่ต่างกัน ทำให้สัตว์แต่ละชนิดตอบสนองต่อแสงหรือเห็นภาพไม่เหมือนกัน โดยตัวรับแสงที่อยู่ภายในตาอาจเรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า photoreceptor สามารถแบ่งโครงสร้างตาออกเป็น 3 ชั้น ได้แก่
sclera
choroid
Retina
1. Rod cells มีลักษณะเป็นเซลล์รูปแท่ง ภายในมีโปรตีน opsin 1 ชนิดที่รับเฉพาะแสงขาว-ดำ มีความไวต่อแสงมาก ในตา 1 ข้าง พบปริมาณ 125 ล้านเซลล์ โดยมีลักษณะการทำงาน ดังนี้ - เมื่อมีแสงมากระตุ้นเซลล์รูปแท่ง พลังงานจากการดูดกลืนแสงของโรดอปซิน จะทำให้โมเลกุลของเรติแนล (retinal) เปลี่ยนแปลงโครงสร้างจนเกาะกับโมเลกุลของออปซินไม่ได้ ทำให้เกิดกระแสประสาทเดินทางไปยังเส้นประสาทสมองคู่ที่ 2 เพื่อส่งกระแสประสาทต่อไปยังสมองให้แปลเป็นภาพ - เมื่อไม่มีแสง ออปซินและเรติแนล (retinal) จะรวมตัวกันเป็นโรดอปซินใหม่
หู (Ears) เป็นอวัยวะรับการเปลี่ยนแปลงของคลื่นเสียงโดยใช้ Mechanoreceptor ในลักษณะของ hair cell ที่ทำให้เกิดระบบการได้ยินและการทรงตัวของร่างกาย โครงสร้างของหูของสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วนดังนี้ ส่วนที่ 1 หูชั้นนอก (outer ear) : ส่วนของใบหู (Pinna) ที่เป็นทางเข้าและรวบรวมคลื่นเสียงเข้ามาทางรูหู (auditory canal) ทำหน้าที่รับและรวบรวมคลื่นเสียงให้ผ่านช่องหู ภายในรูหูจะมีต่อมสร้างไขมันมาเคลือบไว้ ทำให้ผนังรูหูไม่แห้งและป้องกันอันตรายไม่ให้แมลงและฝุ่นละอองเข้าสู่ภายใน ป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราเมื่อมีจำนวนมากจะสะสมกลายเป็นขี้หูซึ่งจะหลุดออกมาเอง ส่วนในสุดจะเป็นเยื่อแก้วหู (Tympanic membrane) ทำหน้าที่เป็นตัวขยายคลื่นเสียงโดยการสั่นสะเทือน
ส่วนที่ 2 หูชั้นกลาง (middle ear) : ส่วนของหูมีหน้าที่ขยายคลื่นเสียงที่รับเข้ามาประกอบด้วยกระดูกหู 3 ชิ้น ได้แก่ กระดูกค้อน (malleus) กระดูกทั่ง (incus) และกระดูกโกลน (stapes) โดยกระดูกทั้ง 3 จะยึดติดกันเป็นระบบคานดีดคานงัด (lever system) เพื่อนำคลื่นเสียงที่มากระทบเข้าไปสู่หูชั้นใน
ส่วนที่ 3 หูชั้นใน (inner ear) : ส่วนของหูที่ทำหน้าที่รับคลื่นเสียง และส่งคลื่นเสียงไปยังระบบประสาท สามารถแบ่งตามหน้าที่ได้เป็นสองส่วนคือ ส่วนที่ทำให้เกิดการได้ยิน คือ ท่อคอเคลียที่ขดเป็นก้นหอย และส่วนที่ทำหน้าที่ทรงตัวคือ ท่อ semicircular canal ซึ่งในทั้งสองส่วนจะมี hair cell ที่เป็น mechanoreceptor อยู่ภายใน ที่ทำหน้าส่งส่งกระแสประสาทไปยัง เส้นประสาทสมองคู่ที่ 8 (Vestibulocochlear nerve)
จมูก (Nose) เป็นอวัยวะที่สามารถรับกลิ่น (Olfaction) โดยจะมีเซลล์รับโมเลกุลของสารเคมีที่จำเพาะ หรือ Chemoreceptor โดยภายในโพรงจมูกจะมีบริเวณ olfactory epithelium เป็นพื้นที่รับกลิ่นโดยมี Olfactory receptor cell ที่มีลักษณะพิเศษ คือ มี cilia ที่ช่วยดักจับโมเลกุลกลิ่น แล้วส่งต่อไปยังเซลล์ประสาท Olfactory neuron มารับการโมเลกุลกลิ่นและส่งต่อเส้นประสาทสมองคู่ที่ 1 (Olfactory bulb)
ลิ้นมี chemoreceptor อยู่ในตุ่มรับรส (taste buds) ซึ่งอยู่ใน ปุ่มลิ้น (Papilla) มีหลากหลายรูปแบบกระจายอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของลิ้น ได้แก่ 1) Filiform papillae มีลักษณะยื่นแหลมขึ้นมาคล้ายทรงกรวย มีสีขาว เรียงกันเป็นแถว ขนานกัน บน anterior 2/3 ของลิ้น papilla ชนิดนี้ไม่มี taste buds แต่มีหน้าที่ทำให้เกิดแรงเสียดทานระหว่างลิ้นกับอาหารช่วยให้ลิ้นเคลื่อนอาหารได้ดี 2) Fungiform papillae คล้ายดอกเห็ดพบมากแถวปลายลิ้นเห็นเป็นตุ่มสีแดงแทรกอยู่ระหว่าง filiform 3) Vallate papillae พบเฉพาะในร่อง V-Shape บน posterior surface ของลิ้น 4) Foliate papilla มีรูปร่างคล้ายใบไม้ เจริญไม่ดีในคน แต่เจริญดีในกระต่าย, ลิง และแมว
ต่อมรับรส (taste buds) มีต่อมรับรสที่มีความสามารถในการรับรสได้เหมือนกันทุกตำแหน่ง ได้แก่ รสเปรี้ยว รสหวาน รสเค็ม รสขม และรสอูมามิ
ผิวหนัง (Skin) เป็นอีกอวัยวะที่มี Mechanoreceptor รับการเปลี่ยนแปลงของแรงดัน การสัมผัส โครงสร้างของผิวหนังแบ่งออกเป็น 2 ชั้น ได้แก่
1. ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) : ปกคลุมอยู่บนสุด ชั้นนี้ประกอบไปด้วยเซลล์ที่มีการเกิดเจริญเติบโตพัฒนาการและตายลอกหลุดออกไปจากร่างกายตลอดเวลา และมีโครงสร้างของขน รูขุมขน รวมถึงม็ดสีผิว (melanin) สามารถแบ่ง Epidermis ได้ 2 แบบ คือ 1) Thin skin คือ ผิวหนังที่มีชั้น epidermis บาง 2) Thick skin ผิวหนังที่มีชั้น epidermis หนา พบได้บริเวณฝ่ามือฝ่าเท้าซึ่งจะไม่มี ขน รูขุมขน
skin
ใต้ชั้นหนังแท้จะเป็นชั้น Hypodermis หรือ Subcutaneous tissues ซึ่งประกอบไปด้วย เนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่อยู่กันอย่างหลวมๆ (loose connective tissues) และไขมัน (Adipose tissues) ซึ่งจะมีจำนวนมากน้อยแตกต่างกัน ในแต่ละส่วนของร่างกาย